ล้ำรอบตัว

โรคชอบสะสมของ

เคยเป็นกันบ้างไหมครับ ชอบเก็บของ เก็บโน่น..นี่..นั่น แต่ไม่ได้ใช้ เก็บกองไว้อย่างนั้น แล้วก็ยังหามาเก็บเพิ่มอีก “ทำให้บ้านรก” ไปด้วยข้าวของพวกนี้ แต่..ก็ตัดใจเอาไปทิ้งไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น อีกหน่อยอาจจะใช้ ซื้อมาเพราะว่ามันถูก อยากซื้อ อยากเก็บไว้ก่อน ตัดใจทิ้งไม่ได้เสียดาย(แต่ก็ไม่ได้ใช้) อะไรทำนองนี้

เมื่อปี พ.ศ. 2556 ได้มีการเพิ่มโรคเข้ามาทางวิตเวช ชื่อว่าโรค hoarding disorder (ซึ่งยังไม่มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทยครับ) เป็นโรคที่ไม่สามารถตัดใจทิ้งสิ่งของสิ่งไหนได้เลย ซึ่งแรงจูงใจมาจากคิดว่าของเหล่านั้นมีประโยชน์ที่สามารถเก็บไว้ใช้งานในอนาคตได้ ซึ่งพอสรุปอาการของโรคนี้คือ (1) เก็บของไว้มากเกินไป แล้วของนั้นก็ดูว่าไม่ค่อยมีประโยชน์(เสียด้วย) หรืออาจจะมีโอกาสใช้ประโยชน์ได้แต่ก็น้อยมากๆ (2) ตัดใจไม่ลง มีความยากลำบากในการทำใจที่จะทิ้งของ (จึงเก็บไว้ต่อ) ซึ่งแนวคิดนี้มาจากที่คิดไว้เองว่า “อาจจะได้ใข้ ของมันมีประโยชน์) ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ใช้หรอก หรือภายในระยะเวลา 6 เดือน นี้ไม่ได้แตะต้องแน่นอน และเมื่อหากทิ้งของเหล่านี้ไปก็จะรู้สึกเสียดาย ไม่สบายใจ..ก็เลยทิ้งไม่ลงครับ (3) ของที่เก็บสะสมไว้ หรือของที่ตัดใจทิ้งไม่ลง มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งรบกวนการใช้ชีวิต เช่น วางไว้บนพื้นห้องเต็มไปหมด เกะกะทำให้ไม่มีทางเดิน หรือวางของไว้บนโต๊ะทานอาหารจนของเต็มโต๊ะไปหมด ไม่มีที่จะวางจานข้าว หรือแม้กระทั่งการวางของ (ที่ไม่สะอาด) ไว้เยอะแยะเต็มไปหมดทำให้เป็นสิ่งสกปรก หรือมีฝุ่นจับทำให้เจ็บป่วยไม่สบายครับ

สาเหตุของโรค ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้น้อยมาก แต่พบปัจจัยที่ทำให้เกิดบางประการ ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม เนื่องจากร้อยละ 50 ของคนที่เป็นโรคพบว่าคนในครอบครัวก็เป็นโรคนี้ด้วย และอีกหนึ่งปัจจัยคือความบกพร่องทางสมองบางส่วน โดยตอนนี้ยังอยู่ในขั้นของการทำวิจัย โดยทั่วไปผู้ที่เป็นโรคนี้จะเริ่มมีอาการมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น แต่อาการจะแสดงชัดเจนเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะในช่วงวัย 30 ปี ข้าวของเครื่องใช้จะเยอะขึ้น และเริ่มแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยไม่ยอมทิ้งอะไรเลย โดยจะเก็บเอาไว้จนรกบ้าน ตรงข้ามกับคนทั่วไปที่ส่วนใหญ่ในวัยนี้ จะเริ่มแยกแยะของเพื่อทิ้ง และเพื่อเก็บ แต่ผู้ที่ป่วยจะตัดใจทิ้งสิ่งของได้ยาก เพราะคิดว่าของเหล่านั้นยังมีประโยชน์ต่อตนเองอยู่

ซึ่งผู้ที่เป็นดังที่กล่าวมานั้นไม่ทราบว่าตัวเองผิดปกติ แต่คิดว่าที่ตัวเองคิดนั้นสมเหตุ สมผล แต่คนรอบข้างไม่ได้คิดแบบนั้นด้วยครับ อาการของโรคนี้มีลักษณะเรื้อรังคือ จะสะสมไปเรื่อยๆ และเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ และของก็จะเยอะและมากขึ้นตามอายุครับ

ของที่สะสมส่วนใหญ่ก็ได้แก่ หนังสือ ลังกระดาษ กล่องเปล่า เสื้อผ้า ถุงพลาสติก ขวด ซึ่งการเก็บที่เข้าข่ายอาการก็คือเก็บไว้มากจนเกินไป ทำให้ล้นเต็มบ้านไปหมดครับ (ส่วนกรณีการเก็บสะสม เช่น หนังสือแต่มีการเก็บจัดวางไว้ในตู้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ได้ถือว่าเป็นโรคนี้ครับ) หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ใช่ด้วยครับ เช่น การเลี้ยงแมว เรียกว่า Cat hoarding บางคนเลี้ยงแมวไว้เป็นสิบตัวหรือมากว่านั้น ที่บ้านเหม็นฉี่แมวไปทั้งหลัง ส่งเสียงร้องและกลิ่นเหม็นรบกวนการใช้ชีวิตตัวเองและเพื่อนบ้านครับ

ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นโรคนี้ ก็คือ “สุขภาพ” ครับ ทำให้ไม่สบายจากฝุ่น เชื้อโรคจากของที่สะสม จากกลิ่นสาปของสัตว์ เป็นต้นครับ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในบ้านด้วย เช่นกองของที่สะสมไว้หล่นทับ หรืออาจลามไปถึงการทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคซึมเศร้า โรคยํ้าคิดยํ้าทำ โรควิตกกังวล โรคกลัวการเข้าสังคม เป็นต้นครับ

การรักษาที่ดีที่สุด คือการสอนให้ลำดับความสำคัญของสิ่งของเพื่อแยกประเภทของที่ควรทิ้งและควรเก็บ รู้จักตัดสินใจในการเก็บให้มีประสิทธิภาพ เป็นระเบียบเรียบร้อย และฝึกให้ทนกับ การตัดสินใจทิ้งของให้ได้ซึ่งการรักษาแบบนี้ คนรอบตัวต้องช่วยกันโดยใช้ความเข้าใจให้มากๆเพราะผู้ป่วยมีความผิดปกติทาง
ความคิด เพราะสำหรับคนทั่วไปการทิ้งของเป็นเรื่องง่ายมาก แต่กลับเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ป่วย ดังนั้นการเข้าใจและให้กำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ ซึ่งหากเริ่มทำได้ ก็จะช่วยทำให้ปริมาณของที่สะสมไว้ลดน้อยลงได้

ทราบแล้วลองดูสิ่งชองรอบตัวว่ามีเยอะมากไปจนรก เป็นแหล่งของฝุ่น เชื้อโรคหรือไม่ รวมทั้งลองแยกแยะของที่ควรทิ้ง จัดทิ้งให้เรียบร้อยเพื่อสุขภาพที่ดีด้วยนะครับ พบกันฉบับหน้าสวัสดีครับ เครดิตข้อมูลจาก Rama Channel

Visitors: 4,774