4 แยกความคิด

การเพิ่มโทษผู้ไม่มีใบขับขี่ เรื่องของใคร?

ประเด็นของการเพิ่มโทษของผู้ไม่มีใบขับขี่ หรือไม่ได้พกพาใบขับขี่ ให้มีอัตราโทษที่สูงขึ้นมาก กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ที่คัดค้าน จนนายกรัฐมนตรีต้องสั่งเบรคล้อฟรี ให้หน่วยงานกลับไปพิจารณาหารือให้รอบคอบอีกครั้ง จนทำให้ นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรม การขนส่งทางบก และ นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง ซึ่งมีส่วนในการผลักดันปรับแก้กฎหมายดังกล่าว ถูกเด้งไปนั่งเป็นรองปลัดกระทรวงฯ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยทั้งคู่ชิงยื่น เรื่องขอลาออกจากราชการก่อนคำสั่งย้ายจะมีผล แต่ให้เหตุผล ด้านสุขภาพ

ซึ่งก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันสักนิดว่า “สิทธิในการขับรถ ไม่ใช่สิทธิพลเมือง” แต่เป็นสิทธิที่พึงต้องได้รับการอนุญาต ตามขั้นตอนกระบวนการของการออกใบอนุญาตขับขี่ จากกรมการขนส่งทางบก มิใช่สิทธิพลเมือง ที่ทุกคนมีสิทธิถือติดตัวมาแต่กำเนิด โดยมีงานวิจัยของ รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ระบุไว้ว่า ในปัจจุบันนี้ผู้ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนกว่าร้อยละ 10 ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และกว่าร้อยละ 30 ของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่มีใบขับขี่ ซึ่งในจำนวนอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ที่มีผู้เสียชีวิต มากกว่า 60% เกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบขับขี่ โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ขับขี่จักรยานยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุโดยไมมีใบขับขี่เป็นกลุ่มผู้ที่มีอายตํ่ากว่า 24 ปี และที่สำคัญ ในกลุ่มผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ จะมีสัดส่วนการเสียชีวิตในอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์สูงกว่า กลุ่มผู้ที่มีใบขับขี่ ถึง 2 เท่า นับเป็นตัวเลขสถิติที่น่าสนใจที่ต้องเก็บมาคิดทบทวนถึงสถานการณ์ในปัจจุบันกับเรื่องของใบขับขี่ในประเทศไทย

สอดคล้องกับความเห็นของ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ที่ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิดการเพิ่มโทษของผู้ขับขี่บนท้องถนนที่ไม่มีใบขับขี่ โดยมองว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกวันนี้ที่คนไม่เกรงกลัวความผิด ฐานขับรถโดยไม่มีใบ อนุญาิเพราะคิดว่าเป็นเพียงแค่ ลหุโทษ ปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ซึ่งในต่างประเทศ ถ้าการขับขี่โดยไม่มีใบขับขี่ เทียบเคียงได้กับการขับรถอันตราย ซึ่งการเพิ่มโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือน เพื่อให้เป็นโทษทางอาญา ที่มากกว่าลหุโทษ เชื่อว่าจะทำให้คนมีความเกรงกลัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 15 ปี ซึ่งยังไม่ถึงวัยที่จะสามารถทำใบขับขี่ได้ตามกฎหมาย ซึ่งแต่ละปีต้องเสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุทางถนน กว่า 820 คน โดยพบว่ากว่าครึ่ง เป็นผู้ขับขี่เอง และในกลุ่มวัยรุ่นช่วงอายุ 15 - 19 ปี ที่ต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนกว่าปีละกว่า 1,700 คน ซึ่งในกลุ่มนี้จะพบว่า 1 ใน 3 เป็นผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบขับขี่ ซึ่งหากกฎหมายถูกปรับแก้ให้เหมาะสมและใช้ได้จริงเราจะสามารถลดอัตราการตายในกลุ่มเหล่านี้ไปได้กว่า 1,000 ชีวิต ต่อปี แต่ก็ยังคงไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่มีใบขับขี่ถูกต้องแต่ลืมพกพา รวมถึงได้เสนอแนวคิดให้มีการจัดตั้งศาลจราจรเพื่อมาดูแลคดีในด้านจราจรโดยเฉพาะ

ย้อนกลับมามองที่เสียงสะท้อนจากสังคมไทย เชื่อว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการ ที่จะทำหมันคนไม่มีใบขับขี่ ไม่ให้ออกมาเป็นฆาตรกรบนท้องถนน แต่ที่ยังคงถกเถียงกันอยู่อย่างกว้างขวาง คือ มีความจำเป็นไหม ที่จะต้องเพิ่มโทษผู้ที่มีใบขับขี่ที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ลืมพกพา, ความเชื่อมั่นในกระบวนการจัดการให้เป็นไปตามตัวบทกฏหมายหากมีการปรับปรุงเพิ่มโทษ เพราะหลายฝ่ายยังเชื่อว่าจะต้องมีพวกเหลือบไรจำนวนมาก คอยตัดตอนหากิน กันตั้งแต่ต้นทาง เพราะนั่นคือ การเพิ่มเม็ดเงินใต้โต๊ะ ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาล, ระบบขนส่งสาธารณะที่จะมารองรับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มที่อายตํ่ากว่า 15 ปี ที่ยังไม่สามารถสอบใบขับขี่ได้ ซึ่งปัจจุบันต้องขับขี่รถจักรยานยนต์ในการเดินทางไปโรงเรียน โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด จะมีระบบไหนมารองรับ ที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน และอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ ที่ต้องมานั่งคิดกันคือ ตัวเลขคนไทยที่ขับขี่รถตามท้องถนนอีกกว่า 5 - 8 ล้านคน ที่ไม่มีใบขับขี่ กรมการขนส่งฯจะมีวิธีการจัดการอย่างไรก่อนที่กฏหมายจะผ่านขั้นตอนต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1 - 2 ปี ก่อนถูกนำมาบังคับใข้ ให้ได้ผู้ที่ผ่านการอบรมใบขับขี่อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่การปล่อยผีลงสู่ท้องถนนเมืองไทย เมื่อยังมีข้อกังวลต่างๆ ที่สังคมและนักวิชาการมองเห็นร่วมกันแล้ว “การเพิ่มโทษผู้ไม่มีใบขับขี่ คือเรื่องของใครล่ะงานนี้”

Visitors: 6,543