ชาวสวนมะพร้าวปลูกพืชผสมผสาน

คุณวรรณา บุญศรี เกษตรกรแกนนำกลุ่ม เกษตรวิถีธรรมชาติบ้านทุ่งตาแก้ว บ้านเลขที่ 152/7 หมู่ 10 ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เมื่อสามปีที่ผ่านมา ได้ล้มป่วย จึงได้หันมาปลูกพืช เพราะไม่ต้องไปรับจ้างใคร เกรงว่าจะทำงานไม่ไหว โดยปลูกในร่องสวนมะพร้าว ใช้พื้นที่ ที่มีอยู่ 7 ไร่ เริ่มนำเอาข่าเหลืองมาปลูก เมื่ออายุข่าได้ 8 เดือน ก็สามารถขุดขายได้ มีแม่ค้าประจำมาคอยรับซื้อ เพราะข่าเหลืองเมื่อนำไปทำน้ำพริกแกง มีสีเหลืองสวยน่ารับประทาน หรือนำไปประกอบอาหารประเภทแกงต่างๆ หรือต้มข่าไก่ ก็น่ารับประทาน ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด จึงได้ปลูกขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ปัจจุบันจำหน่ายในสวนขายปลีก กิโลกรัมละ 20 บาท ส่วนราคาส่งให้แม่ค้า 50 กิโลกรัมขึ้นไป กิโลกรัมละ 15 บาท ข้อดีของการปลูกข่า ไม่ต้องดูแลรักษา เพราะไม่มีโรคหรือแมลง เพียงแต่ต้องคอยรถน้ำให้สัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น

นอกจากนี้ยังปลูกตะไคร้ไว้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อจำหน่ายให้กับแม่ค้า และผู้ผลิตน้ำพริกแกง โดยตะไคร้จะจำหน่ายควบคู่กับข่า ราคากิโลกรัมละ 15 – 20 บาท และยังปลูกผักกูด ไว้จำนวน 5 พันต้น ซึ่งเป็นผักพื้นบ้าน ที่กำลังได้รับความนิยมนำไปบริโภค ขายราคากิโลกรัมละ 60 บาท ปัจจุบันไม่พอจำหน่ายให้กับลูกค้า ข้อดีคือผักที่ปลูก ไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวน และยังมีถั่วพลู ที่ปลูกไว้ 2 อุโมงค์ เก็บจำหน่ายได้ทุกวัน กิโลกรัมละ 50 บาท

คุณวรรณา เปิดเผยว่า ที่เลือกปลูกข่าเหลือง ตะไคร้ ผักกูด และถั่วพลู เพราะมีต้นทุนการผลิตต่ำ ไม่มีศัตรูพืชหรือแมลงรบกวน อีกทั้งสามารถทำคนเดียวได้ ไม่ต้องจ้างแรงงาน ซึ่งผักกรูดและถั่วพลู เก็บส่งขายมีรายได้ทุกวัน ส่วนข่ากับตะไคร้ มีรายได้สัปดาห์ละครั้ง และยังมีรายได้จากมะพร้าวเดือนละครั้ง ในสวนผลมะพร้าวจะดกมาก เพราะน้ำและปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักกับพืชผักที่ปลูกแซมไว้ในสวน ทำให้ผลดก ใหญ่ มีราคาดี อีกทั้งพืชผักที่ปลูกเอง ไม่มีสารปนเปื้อน ทำให้สุขภาพดี และปัจจุบันโรคที่เคยป่วย ก็ได้หายไปแล้ว.

Visitors: 26,852