พรรคเพื่อไทย หาเสียงตลาดหัวหิน

ช่วงเช้าวันที่ 21 ก.พ. 62 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.หมายเลข 6 เขต 2 พรรคเพื่อไทย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงพื้นที่พบปะประชาชนและผู้ประกอบการค้าภายในตลาดฉัตร์ไชย เขตเทศบาลเมืองหัวหินโดยนำเสนอนโยบายของพรรคเพื่อไทย ให้ประชาชนได้รับทราบ อาทิ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าเศรษฐกิจตกต่ำมาก ค้าขายไม่ค่อยได้และปัญหาพืชผลทางการเกษตรที่ราคาตกต่ำมาก ต้องได้รับการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะการดูแลเกษตรกรและคนจน จะทำให้ประชาชนมีกำลังในการซื้อของเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย ซึ่งจากการลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนพ่อค้าแม่ค้าอย่างดียิ่ง

ขณะที่นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย จ.ประจวบฯ ปราศรัยที่สวนสาธารณะชายทะเล เขตเทศบาล ต.คลองวาฬ อ.เมืิอง ว่าหลังจากประกาศเปิดตัวหาเสียง ได้เดินทางไปพบกับชาวประมงชายฝั่งและประมงพาณิชย์ ในพื้นที่ 22 จังหวัด รวมทั้ง จ.ประจวบฯ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการบังคับใช้กฎหมาย หลังจากสหภาพยุโรป หรืออียู ประกาศให้ใบเหลือง ทำให้ชาวประมงใน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ผูกคอตาย เนื่องจากเรือถูกยึดนาน 4 ปี และเมื่อมีการปลดล๊อค ได้ไปกู้เงิน 1 ล้านบาทเพื่อซ่อมเรือ แต่ไม่มีทุนเพิ่ม ไม่สามารถออกหากินได้ จึงตัดสินใจคิดสั้น เพราะการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งต้องเอาใจอียู ทำให้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ผมขอบอกว่า อียูมันไม่ใช่พ่อ ทำไมจะต้องออกกฎหมายรองรับ แล้วรัฐบาลนี้ก็วัวสันหลังหวะ เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ต้องทำตามเงื่อนไขโดยออกพระราชกำหนด เมื่อปี 2558 เพื่อตั้งใจจับกุมชาวประมง หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ จะเสนอยกเลิกกฎหมายและคำสั่งที่เกี่ยวข้องทันทีเพราะไม่เป็นธรรมกับการทำกินโดยสุจริตของอาชีพเก่าแก่ รวมทั้งเปิดการเจรจาเพื่อให้ทุกฝ่ายแสวงหาข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง จากข้อกล่าวหาว่าไทยทำประมงเกินศักยภาพ หรือโอเวอร์ฟิชชิ่ง นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องทำทันที คือการซื้อน้ำมันดีเซลของประมงพาณิชย์และประมงชายฝั่งต้องเท่ากัน จากการซื้อน้ำมันเขียวลิตรละ 15 บาท ขยายของเขตการทำกินของชาวประมงชายฝั่งและมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือ

“สำหรับปัญหาด้านการเกษตร ทั้งมะพร้าว สับปะรด พืชเศรษฐกิจหลักของ จ.ประจวบฯ ราคาขายไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต มะพร้าวเหลือผลละ 3 บาท ต้นทุนผลละ 8 บาท เพราะรัฐบาลเปิดให้มีการนำเข้าล้นกำลังการผลิต ขณะที่สับปะรดส่งโรงงาน กก.ละ 3.80 บาท ต้นทุน กก.ละ 5 - 6 บาท ส่วนการแปรรูปสับปะรดกระป๋องของไทยส่งออกขายในตลาดต่างประเทศ เฉลี่ย 180 ตันต่อปี แต่วันนี้ขายไม่ได้ เพราะต่างประเทศไม่ซื้อ เนื่องจากต้นทุนสูงจากการตั้งกำแพงภาษี ทั้งในยุโรปและอเมริกามากกว่าประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียคู่แข่งสำคัญในการส่งออก แพงกว่าถึง 10 เท่า มีการยกเลิกสิทธิประโยชน์อื่นๆ เนื่องจากไทยไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้วัตถุดิบถูกกองไว้เต็มทุกโรงงาน และหลังเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะไปเจรจาการค้ากับญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง โดยใช้ทูตทำหน้าที่ทีมไทยแลนด์ เพื่อเจรจาการค้า ส่วนเกษตรกรต้องช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนการผลิตจากค่าปุ๋ย และค่ายาฆ่าแมลง” นายวิชิต กล่าว.

Visitors: 21,940